GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals)

คือ ระบบสากลที่ใช้ในการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก โดยมีการแสดงรายละเอียดบน เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS : Safety Data Sheet , MSDS : Material Safety Data Sheet ) ระบบนี้พัฒนาขึ้นโดยองค์การ สหประชาชาติ เพื่อให้ทั่วโลกมีการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายของสารเคมีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายทางด้าน กายภาพ สุขภาพ

 

ข้อมูลที่อยู่ใน MSDS ของสารเคมีประกอบด้วย 16 หัวข้อหลัก ดังนี้

1. ข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี บริษัทผู้ผลิตและหรือจำหน่าย

( Identification of the substance / preparation and of the Company / undertake)

  • ชื่อของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ตาม IUPAC
  • ชื่ออื่นที่เรียกสารหรือผลิตภัณฑ์เดียวกัน (Synonym)
  • ชื่อสารเคมี ผลิตภัณฑ์ ตามที่ระบุบนฉลากปิดภาชนะบรรจุ
  • การใช้งานของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ โดยระบุการใช้งานที่สำคัญที่สุดหรือการใช้งานโดยทั่วไป
  • ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ของบริษัทผู้จัดจำหน่าย
  • วิธีจัดทำเอกสาร หรือวันที่ที่มีการปรับปรุงครั้งล่าสุด เนื่องจากอาจมีการค้นพบผลกระทบเพิ่มเติมของสารเคมีชนิดนั้น
  • หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของบริษัท และ / หรือ หน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

2. ข้อมูลระบุความเป็นอันตราย

( Hazards Identification )

  • ลักษณะโดยทั่วไปของสาร เช่น ของแข็ง ของเหลว สี กลิ่น เพื่อให้สามารถทราบได้ว่าสารมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
  • ประเภทวัตถุอันตรายของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์
  • ผลกระทบที่จะได้รับจากอันตรายของสารเคมีที่เกี่ยวกับลักษณะทางเคมีและกายภาพ ผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีตามที่กำหนดและการใช้สารเคมีที่ผิดวิธี

 

3. ส่วนประกอบและข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสม

( Composition/Information on Ingredients )

  • แสดงปริมาณหรือความเข้มข้นของส่วนประกอบต่างๆในสารผสม
  • มีการะบุหมายเลข CAS (Chemical abstract Service) ของส่วนผสมทุกตัว เพื่อสะดวกในการค้นข้อมูลเพิ่มเติม

 

4. มาตรการปฐมพยาบาล

( First Aid Measures )

  • แสดงข้อมูลที่บ่งบอกวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในกรณีที่ผู้ใช้งานสารนั้นสูดดมไอระเหยของสารเคมี หรือผิวหนังถูกสัมผัสโดยสารเคมีแล้วเกิดการแพ้ เป็นผื่นคัน  เช่น ต้องล้างออกโดยทันทีด้วยน้ำประปา หรือน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที ก่อนนำส่งโรงพยาบาล เป็นต้น
  • รายชื่อยาที่ใช้รักษา หรือต้านพิษ รวมทั้งข้อมูลหรือหมายเหตุสำหรับแพทย์ผู้รักษา

 

5. มาตรการผจญเพลิง

( Fire Fighting Measures )

  • ข้อมูลการดับเพลิงสำหรับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือหน่วยกู้ภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเตรียมการดับเพลิงได้อย่างถูกต้อง
  • บอกถึงวัสดุที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมในการดับไฟ เช่น ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ หรือต้องใช้น้ำยาเคมี
  • บอกถึงวิธีการหรือข้อควรระวังในการดับไฟ
  • สารอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการลุกไหม้หรือไฟไหม้
  • สมบัติการติดไฟหรือการเกิดระเบิด
  • อันตรายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างดับเพลิง เช่น ขณะดับเพลิงสารที่เหลืออยู่สามารถเกิดปฏิกิริยาอะไรขึ้นบ้าง

 

6. มาตรการจัดการเมื่อมีการหกรั่วไหลของสารโดยอุบัติเหตุ

( Accidental Release Measures )

  • ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดการหกรั่วไหลของสารเคมี
  • คำแนะนำสำหรับการอพยพผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • การควบคุมการแพร่กระจาย และวิธีชำระล้างสารเคมีที่หกรั่วไหล
  • ข้อมูลการทำความสะอาดสารที่หกรั่วไหล เช่น การใช้วัสดุในการดูดซับ การใช้ละอองน้ำ การทำให้เจือจาง เป็นต้น

 

7. ข้อปฏิบัติการใช้และการเก็บรักษา

( Handling and Storage Information )

ข้อปฏิบัติการใช้ ข้อมูลที่ให้ต้องกระชับและชัดเจน ซึ่งประกอบด้วยข้อควรระวังและคำแนะนำทางเทคนิค เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้งาน ได้แก่

  • การควบคุมหรือจำกัดความเป็นอันตราย (containment)
  • ระบบระบายอากาศทั้งแบบเฉพาะจุด และแบบทั่วไป (local and general ventilation)
  • มาตรการป้องกันการเกิดละอองของเหลว (aerosol) ฝุ่น และเพลิงไหม้
  • มาตรการเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เครื่องกรองในเครื่องดูดควันหรือเครื่องระบายอากาศ การเก็บและกำจัดสารที่หก เป็นต้น
  • สิ่งจำเป็นหรือกฎอื่นๆ เกี่ยวกับสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ เช่น วิธีปฏิบัติ ข้อแนะนำ หรือข้อห้ามต่าง ๆ

การเก็บรักษา คำแนะนำและเงื่อนไขต่าง ๆ ของการเก็บรักษาสารเคมีอย่างปลอดภัย

MSDS ที่ดีควรจะมีวิธีการจัดการและการเก็บรักษามาให้ทางผู้ใช้งานด้วย การจัดเก็บสารเคมีอย่างถูกวิธี ช่วยให้ง่ายในการทำงาน และเกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้จะเป็นการยืดอายุการใช้งานของสารเคมีอีกด้วย   การเก็บสารเคมี มีข้อพึงปฏิบัติทั่วไป ดังนี้

  • แยกการเก็บสารเคมีตามประเภทอันตราย  จากนั้นจึงค่อยวางเรียงตามลำดับตัวอักษร
  • ไม่ควรใช้ตู้ดูดควัน เป็นที่เก็บสารเคมี
  • เก็บสารเคมีเข้าที่ ภายหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานทุกครั้ง
  • สารเคมีไวไฟ ควรเก็บตู้ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการติดไฟ
  • ไม่ควรเก็บสารเคมีบนชั้นในระดับที่เหนือระดับสายตาขึ้นไป
  • ไม่ควรวางขวดสารเคมีซ้อนกันในแนวตั้ง
  • ไม่ควรเก็บสารเคมีในบริเวณทางเดิน บันได  หรือวางบนพื้น ควรเก็บในพื้นที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ
  • สารเคมีทุกตัวควรมีการบันทึก วันที่ได้รับเข้ามาในห้องปฏิบัติการ และวันที่เปิดใช้  เป็นต้น

 

8. การควบคุมการรับสัมผัสและการป้องกันภัยส่วนบุคคล

( Exposure Controls / Personal Protection )

  • มีการระบุค่าขีดจำกัดในการได้รับสารสำหรับผู้ปฏิบัติงานกับสารเคมี
  • มีการระบุถึงมาตรการในการป้องกันอันตรายจากสารเคมี
  • วิธีการควบคุมด้วยระบบวิศวกรรม เช่น การออกแบบตึก การออกแบบห้องปฏิบัติการ การระบายอากาศที่ดี การเลือกใช้ตู้ดูดควัน
  • วิธีการควบคุมด้วยระบบจัดการ เช่น การอบรม ออกระเบียบ เขียนป้ายเตือน
  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ต้องใช้ เช่น หน้ากากป้องกันไอสารพิษ ถุงมือ แว่นตา

 

9. คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพ

( Physical and Chemical Properties )

  • ข้อมูลคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์
  • ลักษณะ (Form) ที่สามารถเห็นได้โดยทั่วไป  เช่น เป็นของแข็งหรือของเหลวสีน้ำตาลใส เป็นต้น
  • สีและกลิ่น (color and odour)  เช่น มีสีน้ำตาลอ่อนถึงเหลือง  กลิ่นจางๆ เป็นต้น
  • จุดหลอมเหลว และจุดเดือด (Boiling point/boiling range)
  • ค่าความเป็นกรดด่าง (pH value)

 

10. ความเสถียรและความไวต่อการเกิดปฏิกิริยา

( Stability and Reactivity )

  • คำแนะนำและข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ภายใต้สภาวะการใช้งานและเมื่อแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม
  • สภาวะที่ควรหลีกเลี่ยง แสดงรายการของสภาวะต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้สารเคมีหรือเคมีภัณฑ์เกิดปฏิกิริยาที่อันตราย เช่น อุณหภูมิ ความดัน แสง การกระทบกระแทกอย่างรุนแรง เป็นต้น
  • วัสดุที่ควรหลีกเลี่ยง แสดงรายการของวัสดุต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้สารเคมีหรือเคมีภัณฑ์เกิดปฏิกิริยาที่อันตราย เช่น น้ำ อากาศ กรด เบส สารออกซิไดซ์ หรือสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น
  • สารอันตรายที่เกิดจากการสลายตัวของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ แสดงรายการของสารอันตรายซึ่งเกิดขึ้นจากการสลายตัวของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ ซึ่งจะมีการระบุสารพิษที่เกิดจากการสลายตัว สารที่ไม่ควรเก็บไว้ร่วมกัน โอกาสในการเกิดการสลายตัวไปเป็นสารที่ไม่เสถียร และความปลอดภัยที่ควรคำนึงถึงในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์


11. ข้อมูลด้านพิษวิทยา

( Toxicological Information )

  • ความเป็นอันตรายและความเป็นพิษของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้ใช้ได้รับหรือ

สัมผัสกับสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์นั้น โดยแสดงเป็นผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และประสบการณ์โดยข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพต่างๆ

  • มีการจำแนกข้อมูลตามลักษณะและช่องทางการได้รับสารเข้าสู่ร่างกาย (ทางการหายใจ ทางปาก ทางผิวหนัง และทางดวงตา) พร้อมคำอธิบายอาการที่เกิดจากลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางเคมี และลักษณะความเป็นพิษ ของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์

 

12. ข้อมูลด้านระบบนิเวศ

( Ecological Information )

  • การระบุถึงการเปลี่ยนแปลงและการสลายตัวของสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ในสิ่งแวดล้อม
  • ความเป็นไปได้ของผลกระทบ และผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อม (น้ำ อากาศ และดิน) และสัตว์ประเภทต่างๆ

 

13. มาตรการการกำจัดกาก หรือสารเหลือใช้

( Disposal Considerations )

  • วิธีการกำจัดทั้งสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น การเผา การรีไซเคิล การฝัง ฯลฯ
  • ทางเลือกอื่นในการกำจัด เช่นการหมุนเวียน การใช้ซ้ำ หรือการนำกลับมาใช้ใหม่


14. ข้อมูลสำหรับการขนส่ง

( Transport Information )

  • ข้อมูลทั่วไปในการขนส่ง
  • ข้อควรระวังเกี่ยวกับการขนส่งสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ที่ผู้ใช้จำเป็นต้องรู้หรือใช้ติดต่อสื่อสารกับบริษัทขนส่งหรือใช้ในการขนส่ง
  • ข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดงบนพาหนะขนส่ง หรือในระหว่างขนส่ง

 

15. ข้อมูลเกี่ยวกับกฎข้อบังคับ

( Regulatory Information )

  • ปริมาณที่จัดเก็บได้ในสถานที่ใช้งาน
  • ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดตามกฎหมายที่ต้องรายงานให้กับหน่วยงานราชการ
  • รหัสหรือสัญลักษณ์เช่น สัญลักษณ์ความเป็นพิษ ความไวไฟ

 

16. ข้อมูลอื่นๆ

( Other Information )

  • ข้อมูลรายละเอียดของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง (R phrases) ที่ระบุอยู่ในหัวข้อที่ 2 และ 3
  • คำแนะนำในการฝึกฝน (training advice)
  • ข้อจำกัดของการใช้ หรือการใช้ที่ไม่เหมาะสม
  • ข้อมูลอ้างอิง
  • แหล่งข้อมูลที่รวบรวมและใช้ในการจัดทำ SDS

 

give us a call..
Office Time : MON-FRI 8.00 a.m. – 5 p.m.